Haijai.com

โบราณว่า น่าเชื่อไหม

โบราณว่า น่าเชื่อไหม


 
เปิดอ่าน 733
 

โบราณว่า น่าเชื่อไหม?

 

 

ไม่ว่ายุคสมัยจะเปลี่ยนไป และล้ำหน้าไปมากแค่ไหน แต่สิ่งหนึ่งที่คนไทยยังยึดติดกันอยู่ก็คือ เรื่องเกี่ยวกับความเชื่อ โดยเฉพาะคุณผู้หญิงตั้งครรภ์ที่อนาคตเธอก็จะกลายเป็นคุณแม่เต็มตัวแล้ว และถ้าหากว่าเราจะย้อนนึกถึงคำพูดของคนโบร่ำโบราณ  หรือหมอตำแยทำคลลอดก็คงจะต้องนึกถึงข้อห้ามต่างๆ ของคุณแม่ตั้งครรภ์ที่ห้ามปฏิบัติระหว่างตั้งครรภ์ ไม่เช่นนั้นลูกจะเกิดมาไม่สมบูรณ์ และยังมีอีกหลายเรื่องที่คุณแม่รุ่นใหม่ยังพอจะได้ยินได้ฟังมาบ้าง และก็เรื่องที่ลืมไปแล้ว และก็เรื่องที่ยังไม่รู้  รามาร่วมเจาะค้นหาความจริงเรื่องความเชื่อต่างๆ เกี่ยวกับคุณแม่ตั้งครรภ์กันดีกว่า ว่าโบราณเขาห้ามอะไรกันบ้าง

 

 

ถ้าเชื่อแบบนี้ แล้วจะดีมั้ย ?

 

เชื่อไหม? : ห้ามทานอาหารที่มีสีดำ เช่น ขนมเปียกปูน หรือเฉาก๊วย เพราะลูกที่เกิดมาจะมีผิวดำ

 

ข้อเท็จจริง : ลูกที่จะคลอดเกิดออกมานั้น จะขาวหรือดำขึ้นอยู่กับกรรมพันธุ์ที่ถ่ายทอดรับมาจากพ่อกับแม่ ไม่เกี่ยวอะไรกับการที่ทานอาหารที่มีสีดำ และถ้าคุณแม่เลือกทานอาหารที่มีประโยชน์ต่อสุขภาพครรภ์ ลูกที่เกิดออกมาก็จะเป็นเด็กที่สมบูรณ์ แข็งแรงคะ

 

 

เชื่อไหม? : ดื่มน้ำมะพร้าวมากๆ จะทำให้ลูกมีผิวเกลี้ยง ช่วยล้างไขตามตัวเด็ก

 

ข้อเท็จจริง : ไขที่ติดอยู่ตามตัวของลูกนั้น ถูกสร้างมาจากเซลล์ผิวหนังของลูก และต่อมไขมันใต้ผิวหนัง พออายุครรภ์ที่มากขึ้นไขก็จะสร้างมากขึ้น การมีไขเยอะๆ จะทำให้คลอดลูกง่าย เพราะไขจะเป็นเหมือนน้ำมันหล่อลื่นที่ทาอยู่ตามตัวลูก ขณะที่ลูกผ่านช่องคลอดออกมาก็จะคลอดออกมาง่าย

 

 

เชื่อไหม? : ห้ามทานหอย เพราะเวลาคลอดลูกจะมีกลิ่นคาว และคลอดบากเหมือนหอยที่ติดอยู่ในเปลือก

 

ข้อเท็จจริง : ปัจจุบันไม่มีข้อห้ามให้คุณแม่ตั้งครรภ์ทานหอย เนื่องจากหอยจะให้สารไอโอดีนสูง คุณแม่ควรที่จะทานเพื่อป้องกันการขาดสารไอโอดีน กรณียกเว้นสำหรับคุณแม่ตั้งครรภ์ที่มีไขมันในเลือดสูง ควรงดทานหอย โดยเฉพาะหอยนางรมเพราะมีคอเรสตอรอลสูงคะ

 

 

เชื่อไหม ? : ห้ามทานเนื้อวัว เพราะจะทำให้เนื้อตัวของทารกที่เกิดมา เต็มไปด้วยไขมันแล้วล้างออกยาก

 

ข้อเท็จจริง : ทางนักโภชนาการไม่ได้มีการห้ามให้คุณแม่ตั้งครรภ์ทานเนื้อวัว เพียงแต่ควรระวังไม่ให้ทานเข้ามาก โดยเฉพาะส่วนที่เป็นเนื้อติดมัน ซึ่งจะทำให้คุณแม่และลูกอ้วนได้ เพราะเนื้อส่วนนั้นเป็นเนื้อที่เต็มไปด้วยไขมัน

 

 

เชื่อไหม? : นอนหงาย ลูกในท้องดิ้นแรง จะทำให้แม่ท้องแตกเสียชีวิตได้ / รกจะติดหลังแล้วคลอดออกมาไม่ได้

 

ข้อเท็จจริง : จริงๆ แล้วรกจะอยู่ในมดลูก จึงไม่ติดกับหลัง รกจะเกาะติดด้านหน้า หรือด้านหลังของมดลูกก็ได้ไม่มีอันตรายใดๆ แต่ที่จะเป็นอันตรายคือ ภาวะรกเกาะต่ำด้านล่างบริเวณปากมดลูก ซึ่งทำให้มีเลือดออกมาทางช่องคลอดได้ ส่วนเรื่องท่านอนของคุณแม่ตั้งครรภ์นั้น ควรที่จะนอนตะแคงดีกว่านอนหงาย เพราะการนอนหงายมดลูกจะไปกดทับเส้นเลือดดำใหญ่ ทำให้ความดันโลหิตต่ำลง และเลือดไปหล่อเลี้ยงมดลูกน้อยลง ซึ่งจะเป็นอันตรายต่อทั้งคุณแม่และลูกคะ

 

 

เชื่อไหม? : คุณแม่ตั้งครรภ์ห้ามไปงานศพ เพราะวิญญาณร้ายจะตามมา

 

ข้อเท็จจริง : ความเชื่อนี้ถ้าคิดตามให้ดี คือคนสมัยก่อนไม่อยากที่จะให้หญิงที่ตั้งครรภ์เครียด หรือเศร้า จิตใจต้องสลดหดหู่ตาม  เพราะอาจจะส่งผลไม่ดีต่อลูกในท้อง ฉะนั้นคุณแม่ที่ตั้งครรภ์ควรที่จะทำใจให้มีความสุข ยิ้มแย้ม ลูกที่เกิดออกมาจะได้มีสุขภาพกาย และใจที่แข็งแรง

 

 

เชื่อไหม? : แม่ที่ตั้งครรภ์มีหน้าตาหมองคล้ำ จะได้ลูกชาย แต่ถ้าแม่มีผิวพรรณที่สดใส จะได้ลูกสาว

 

ข้อเท็จจริง : ในทางวิทยาศาสตร์ได้บอกไว้ว่าระบบเลือดของลูกในท้อง กับระบบเลือดของแม่ไม่ได้เกี่ยวข้องกัน นอกจากนั้นฮอร์โมนของลูกกับแม่ก็ไม่ได้เชื่อมต่อกัน ฉะนั้นความเชื่อว่าฮอร์โมนของลูกชายจะส่งผลให้แม่มีผิวพรรณหมองคล้ำ หรือฮอร์โมนลูกสาวจะทำให้ผิวพรรณแม่สดใสเปล่งปลั่ง จึงไม่เกี่ยวกันเลยแม้แต่นิดเดียวคะ

 

 

เชื่อไหม? : แม่ตั้งครรภ์ที่ท้องแหลมจะได้ลูกชาย แต่ถ้าท้องกลมจะได้ลูกสาว

 

ข้อเท็จจริง : ที่จริงแล้วท้องที่กลมหรือแหลมของคุณแม่ตั้งครรภ์นั้น ขึ้นอยู่กับสรีระของคุณแม่แต่ละคน ว่ามีมดลูกมีลักษณะอย่างไร รวมทั้งลักษณะกล้ามเนื้อหน้าท้องเป็นอย่างไร มากกว่าจะบ่งบอกถึงเพศที่จะได้ลูกคะ เพราะบางครั้งคุณแม่ที่ท้องกลม ก็ได้ลูกชาย

 

 

เชื่อไหม? : คุณแม่ที่คลอดลูกใหม่ๆ ห้ามสระผม 1 เดือน เพราะถ้าสระผมจะทำให้ปวดศีรษะ

 

ข้อเท็จจริง : ทางการแพทย์ บอกว่าเรื่องห้ามคุณแม่สระผมนั้นไม่มีผลกับอาการปวดหัวแต่อย่างใดคะ แต่ทั้งนี้ถ้าคุณแม่ไม่สระผม อาจจะเป็นแหล่งเพาะเชื้อโรคอย่างเชื้อแบคทีเรียเกิดขึ้น และอาจจะเป็นพาหนะจากคุณแม่ไปสู่ลูกได้ ทำให้ป่วยกันได้ทั้งแม่และลูกคะ

(Some images used under license from Shutterstock.com.)

ความคิดเห็นเกี่ยวกับ : โบราณว่า น่าเชื่อไหม